'Running' Oh no ono Remix
posted on 22 Dec 2011 00:07 by thaifrengers

Apparatjik World - Issue A เป็นแอพให้สามารถดาวน์โหลดได้ใน iPad ค่ะ มีวีดีโอและเพลงใหม่ให้ฟังกันด้วย สนใจโหลดได้ทาง http://itunes.apple.com/gb/app/apparatjik-world/id476056924?ls=1&mt=8

Girl in the Water หนังสารคดีจากผู้กำกับ Woo Ming Jin จากมาเลเซีย และ Jeppe Rønde จากเดนมาร์ค เรื่องนี้โยนัสได้เข้าไปทำเพลงประกอบให้ค่ะ ตัวหนังฉายในเทศกาลหนังสารคดีนานาชาติที่โคเปนเฮเกน วันที่ 3-13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ปีนี้ โยนัสได้เข้าชิง Gaffa Prisen ในสองสาขาคือ อัลบั้มเดนมาร์คแห่งปีจากผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ Skyscraper (Årets Danske Album) และ ศิลปินชายเดนมาร์คแห่งปี (Årets Danske Mandlige Kunstner) สำหรับใครที่อยู่เดนมาร์ค สามารถโหวตให้กับโยนัสได้ที่ http://gaffa.dk/nyhed/54772 ค่ะ

ส่งท้ายด้วยรูปจอมพลังคนนี้ค่ะ ^^
ที่มา: Jonas Bjerre's Facebook, Jonas Bjerre's Thumblr, Gaffa



ทำเสียงลิง, สเต็ปแดนซ์, อูกูเลเล่ และแยเกอร์เมียสเตอร์
เรื่อง: Henrik Tuxen
ภาพ: Casper Sejersen
หลังจากระยะเวลาหลายปีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา Mew ก็ได้หยุดพักแยกจากกันเป็นเวลาสั้นๆ แต่ความคิดสร้างสรรค์ของ Jonas Bjerre ยังอยู่ครบถ้วน เขาได้ทำงานเพลงซาวด์แทร็คให้กับภาพยนตร์เรื่อง Skyskraber
เราจะลองเว้นที่ให้ “ Jonas Bjerre ผู้อ่อนไหวจาก Hellerup” คนนี้สักมุมได้ไหม? ผมรู้สึกบ่อยครั้งว่าเวลาที่ออกไปสัมภาษณ์ คำถามจะกลายเป็นความเงียบงัน ราวกับว่ามันแทบจะวิ่งอย่างไม่สะทกสะท้านเข้าไปในความครุ่นคิดอันอ่อนไหว ทำให้ผมต้องแสดงตัวเป็น “สำลี” กับเขา คุณเข้าใจมั้ย? และพอทำอย่างนั้น ผมก็ชักไม่แน่ใจว่าแล้วผมเป็นคนจริงๆ หรือเปล่า
ดังนั้น Jonas Bjerre จึงได้บรรยายถึงภาพลักษณ์อันเกินจริงหลังจากให้สัมภาษณ์กับบทความนี้ และมุมอันอ่อนไหวทอดตัวอยู่ที่ขาขวา แต่ยังเห็นเงารางๆ ตามหลังเขาอยู่ นักร้องนำของวง Mew ซึ่งสามารถสร้างชื่อด้วยวงนั้นอย่างแท้จริง ไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นพวกแก๊งค์ AK81 แต่เป็นคนเงียบ ผ่อนคลาย ใจดีและถ่อมตัว ตลอดหลายปีมานี้ Mew ได้เผยตัวอยู่ในฐานะวงที่มีชื่อเสียงในบ้านเกิดและได้สร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ ซึ่งเพียงพอจะทำให้เชิดจมูกใส่คนอื่นๆ ได้ แต่ไม่ใช่ Jonas Bjerre บรรณาธิการบอกกับเขาว่าความสำเร็จของ Mew ได้ทำให้เขาขึ้นไปเป็นคนมีชื่อเสียงแถวหน้า กลับได้รับปฏิกิริยาตอบรับว่า “ผมเป็นอย่างนั้นเหรอ?” และตอบเพียงเสียงเบาๆ ว่า “ไม่หรอก” ไม่ต้องสงสัยว่า มีอะไรอย่างอื่นอีกมากมายที่สำคัญกว่าความมีชื่อเสียง อย่างเช่นแรงบันดาลใจในความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมดของ Bjerre เขารับรู้ถึงตัวเองว่าออกจะหลงตัวเองอยู่นิดๆ แต่ก็ถ่อมตัวในสิ่งที่เขากำลังทำ ช่างฝันทว่าเห็นความธรรมดาอย่างลึกซึ้งที่สุด แต่เขาสามารถทำตัวสบายๆ ได้เหมือนกัน เพื่อนและผู้กำกับภาพยนตร์ Skyskraber Rune Schjøtt เล่าให้ฟังภายหลังว่า:
- หนึ่งในพละกำลังอันยิ่งใหญ่ของเขาคือความสามารถในการเล่น อย่างเช่น การค้นหาท่วงทำนองในทุกๆ สิ่ง คุณน่าจะเห็นว่ามีแผ่นเสียงที่ได้ทำออกมามากขนาดไหน ตอนที่เขาได้เต้นไปรอบห้องและกรีดร้องเหมือนลิง พร้อมด้วยอูกูเลเล่ในมือข้างหนึ่งกับแยเกอร์เมียสเตอร์ล้นแก้วในมืออีกข้าง โยนัสเต้นแร้งเต้นกาได้เสียสติดีจริงๆ
แทบจะไม่ได้นอนเลย
เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว Jonas Bjerre เป็นคนทุ่มเท มีความคิดสร้างสรรค์หลากหลาย ทำงานตัวเป็นเกลียว ผู้รักและเก่งกาจในอาชีพของเขา ก่อนที่ Mew จะไปต่างประเทศ เขาเร่งทำงานอย่างประสบความสำเร็จ กับแอนิเมชั่นและสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็คท์ในสาขาภาพยนตร์ และเขาได้ร่วมอยู่ในทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์ผลงานของ Mew ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีงานผลงานภาพต่อเนื่องมากมายที่เล่นอยู่บนฉากหลังของวงขณะที่พวกเขาแสดงสด ปีหลังๆ มานี้ เขาได้ทำงานในกลุ่มศิลปินรวมดาวอย่าง Apparatjik เขาได้ทำเพลงให้กับหนังสั้นสองเรื่อง ซาวด์แทร็คหนังอเมริกันหลายเรื่อง และตอนนี้ยังมีผลงานอัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อของตัวเองจริงๆ อัลบั้มที่กล่าวถึงนี้มีชื่อว่า Songs And Music From The Movie Skyscraper ก่อนหน้านี้ ในฤดูใบไม้ผลิ เป็นกำหนดเส้นตายของ Skyscraber และการแสดงของ Apparatjik ที่ Neue National Gallerie ใน Berlin แทบจะเป็นเวลาเดียวกัน ซึ่งหมายความว่า โยนัสแทบจะไม่ได้นอนเลยตลอดสองสัปดาห์ ตามที่เขาบอกไว้ ถึงตอนนี้ใครๆ ควรจะรู้ได้แล้วว่า Mew ไม่ได้พักหรือแทบจะไม่ได้หยุดพักเลย แต่ได้ทำงาน หรืออยู่ด้วยกันเป็นระยะเวลานานใน “วัฏจักร เขียนเพลง – อัดเสียง – และทัวร์” ยาวนานตลอดทั้งปี
ความคิดสร้างสรรค์ระหว่างการเดินทางข้ามประเทศ
และเวลาระหว่างการเดินทางข้ามประเทศนั้นสามารถใช้ทำอย่างอื่นได้มากกว่าเดินร่อนไปทั่วในบาร์ ในยามที่ไม่ได้อยู่บนเวที:
- เวลาที่คุณออกทัวร์ จะมีทั้งช่วงที่ต้องรอนานและเสียเวลาไปเปล่าๆ ผมจึงเอาเวลาตรงนั้นมาใช้ประโยชน์ดีกว่า อย่างเช่น ตอนที่เราเดินทางไปญี่ปุ่น ผมนั่งเตรียมภาพสำหรับฉากการแสดงของ Mew ในเครื่องบิน และเพลงมากมายสำหรับ Skyskraber ได้ทำขึ้นและบันทึกเสียงในห้องพักโรงแรมทั่วโลกขณะที่เราทัวร์ แต่ปีที่แล้วผมได้ไปทำงานเพลงในสตูดิโอของ Sune Wagner ในบรู๊คลิน นิวยอร์ค เป็นเวลาหนึ่งเดือน มันเยี่ยมมากที่ได้ตั้งใจทำโปรเจ็คต์อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน
งานประเภทไซด์โปรเจ็คต์รัดเข้ามาในปฏิทินงานอันแน่นเอี๊ยดบ้างหรือเปล่า?
- ไม่ครับ ผมจะไม่พูดอย่างนั้น ผมได้ทำงานนี้อย่างจริงจังมาตั้งแต่ต้น แต่ก็มีเวลาตั้งแต่ Rune เสนอความคิดนี้มาให้ผม จนกระทั่งผลงานเสร็จเรียบร้อย โปรเจ็คต์นี้มีเดดไลน์ที่ยาวนาน มีอย่างอื่นที่ต้องทำคั่นกลาง แต่ก็สบายใจที่ได้ทำครับ ได้มีเวลาพัฒนาตัวเอง ตอนแรกที่ทำเพลงให้หนังเสร็จแล้ว แต่ผมก็ได้ทำต่อ จนตอนนี้กลายเป็นซาวด์แทร็คให้กับหนัง อย่างเช่น ผมได้วางเสียงร้องไว้หลายที่ซึ่งแทร็คเหล่านี้ได้กลายเป็นดนตรีประกอบในภาพยนตร์ Skyskraber มีบทพูดอยู่มาก จึงไม่ค่อยจะมีตอนที่เงียบๆ ให้ใส่เพลงที่มีเสียงร้องสักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงมีข้อแตกต่างระหว่างเพลงที่อยู่ในภาพยนตร์กับเพลงที่อยู่ในอัลบั้มซึ่งได้ทำให้เป็นซาวด์แทร็ค
เพื่อนซี้
มีเพื่อนซี้อันแสนจะสนิทสนม ซึ่งได้ทำงานร่วมกันใน Skyskraber:
- ผมรู้จัก Rune ตั้งแต่ปี 97 เขาเคยอยู่ที่ Det Elektriske Barometer และเขาก็ได้โปรดิวซ์งานเพลงอีกสองแผ่น เพราะฉะนั้น เขาจึงอยู่ในโลกดนตรีได้เป็นอย่างดี เราได้เดินทางไปด้วยกันหลายครั้ง และในทัวร์ครั้งหนึ่ง เราก็เห็นต้องกันว่า ผมน่าจะลองทำเพลงประกอบให้กับหนังเรื่องแรกของเขา ย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 เขาให้ผมดูบทหนังย่อๆ บทแรก ซึ่งแน่นอนว่าแตกต่างจากเวอร์ชั่นสุดท้ายที่ออกมาอย่างมาก เราทำงานกันอย่างนั้นมาตลอด ตั้งแต่นั้นมา เราก็คุยกันอย่างละเอียดเรื่องความคืบหน้าทั้งในการสร้างหนังและการทำเพลง ความคิดแรกเริ่มเลยก็คือ ตัวหนังจะต้องมีเพลงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มากกว่าที่จะเป็นแค่ซาวด์แทร็คทั่วไป ที่เห็นภาพได้ชัดก็คือซาวด์แทร็คคลาสสิคอย่าง The Graduate ที่เพลงของ Simon & Garfunkel ได้บรรยายหนังเอาไว้ และอัลบั้มที่ประกอบให้ Harold & Maude ซึ่ง Cat Stevens ได้แต่งเพลงให้ ทีแรกก็ยังมีความคิดว่าดนตรีที่ทำให้ Skyskraber ควรจะตัดทอนให้เหลือแค่กีตาร์โปร่งกับเสียงร้องเท่านั้น แต่มันมีแนวโน้มว่าจะเป็นหนังใต้ดิน และผมก็ภูมิใจที่ได้มีโอกาสอยู่ในสตูดิโออย่างใกล้ชิดเพื่อทำงานเพลง
ฟังดูเบาๆ
ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงขนาดถูกตัดสินว่าสว่างสดใส แต่เพลงที่อยู่ในแทร็คของ Skyskraber ก็ใสกว่าและโทนเสียงเบากว่าที่เราคุ้นเคยกันในงานจาก Mew ถึงใครๆ จะเดาไม่ผิดในเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของ Bjerre ก็ตาม
- ใช่ครับ มีอะไรที่ผมได้ท้าทายตัวเองมากกว่าใน Mew ขณะเดียวกันมันก็แสดงออกอย่างเรียบง่ายมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องของการแสดงออกในซาวด์แทร็ค ผมใช้เปียโน Hornung & Møller หลังเก่าของผมอยู่มาก ซึ่งให้เสียงเล็กๆ เบาๆ
เป็นที่รู้กันดีว่าคุณชอบทำงานร่วมกับคนอื่น แต่กับ Skyskraber คุณกลับนั่งอยู่คนเดียวกับดนตรีและบทหนัง คุณยืนหยัดที่จะทำอย่างนั้น มันเป็นอย่างไรบ้าง?
- มันวิเศษและแตกต่างไปจากเดิม แต่ผมก็ได้คุยกับ Rune อยู่ตลอดเวลา เขาเข้ามามีส่วนร่วมในนี้อยู่มาก เรารักวงเก่าๆ ในยุค ’80 เหมือนกันอย่างวง Prefab Sprout และ Tears For Fears และวงร็อคหนักๆ อีกมากมาย เราแชร์รสนิยมกันทุกอย่างด้วยความเคารพกันในหลายๆ สิ่ง เหมือนกับที่ผมสนใจเมื่อได้ยินว่าเขาจะมาเป็นผู้กำกับ มันออกจะเหมือนกับการเล่นจิ๊กซอว์ที่จะได้เพลงที่เข้ากับคลิป แต่คนจะบอกได้ทันทีว่ามันเวิร์คหรือไม่เวิร์ค แต่ผมเคยมีประสบการณ์เรื่องหนังและเคยทำดนตรีประกอบให้กับหนังสั้นเด็กๆ ที่ค่อนข้างจะน่ากลัวของ Martin De Thurah เรื่อง Vi Der Blev Tilbage และ Bosporus หนังสั้นตุรกี/เดนมาร์ค ที่กำกับโดย Martin Werner สำหรับ Skyskraber ผมทำทุกอย่างด้วยตัวเอง สุดท้ายก็มีคนเข้ามาช่วย ก็คือนักเป่าทรัมเป็ต Bo Rande และนักร้อง Becky Jarrett ที่เคยร้องในเพลง Symmetry ร่วมกับ Mew ในตอนนั้น มันสำคัญสำหรับพวกเราที่จะต้องทำงานใกล้ชิดกันใน Mew อย่างที่เราได้ทำกันและแน่นอนว่าเราจะทำอย่างนั้นต่อไปเพื่อสร้างสิ่งพิเศษร่วมกัน แต่นี่ก็ดีครับที่ได้ทำอะไรคนเดียวบ้าง ผมคิดว่ามันสนุกมากที่ได้ทำงานด้วยวิธีนั้น และผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าคนอื่นเป็นยังไง แต่ผมรู้สึกถึงดนตรีทุกครั้งเวลาที่เห็นภาพและตีลังกา ดังนั้นผมก็เลยลองเขียนเนื้อออกมาจากตัวละครในหนัง บ้างก็เขียนออกมาตรงๆ บ้างก็อ้อมค้อมหน่อย ใน Mew ผมไม่ค่อยจะได้เล่าเรื่องสักเท่าไหร่ แต่จะบรรยายภาพที่เปิดให้ตีความกันมากกว่า มันจึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม
คุณคิดว่าตัวเองเป็นอย่างไรที่ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นศิลปิน?
- ผมสนใจในไอเดียศิลปะทุกรูปแบบมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ผมพยายามใส่ความรู้สึกเข้าไปในทุกสิ่งที่ผมทำ ผมหวังว่าจะคิดไอเดียได้เก่งขึ้น แต่ไม่รู้สิ ผมอาจจะแย่ลงก็ได้ แต่ผมรู้สึกทุกครั้งว่ามีพลังอยู่ในนั้น ผมไม่ค่อยจะนึกถึงความเชื่อที่ว่าถ้าชอบงานศิลปะของตัวเองแล้วจะสร้างงานเพลงที่ยอดเยี่ยมได้ ถึงแม้ว่าผมจะทำเพลงเศร้าได้ดีก็ตาม แต่ผมคิดว่ามันสำคัญที่คนเราจะสะท้อนตัวเองและคนอื่นๆ ออกมาในผลงานทุกครั้ง เราทำเพื่อให้มีความหมายและความลึกซึ้งกินใจสำหรับคนอื่น
Apparatjik
- ผมไม่รู้จะเรียกพวกเราว่าอะไรดี เราไม่ใช่วงดนตรี แต่เป็นเหมือนกลุ่มคนที่รวมตัวกันมากกว่า พวกเราประกอบด้วย นอกจากตัวผมเองแล้ว ก็มี Magne Furuholmen (A-ha) และ Guy Berryman (Coldplay) และโปรดิวเซอร์ชาวสวีเดน Martin Terefe เราปรากฏตัวเฉพาะในแกลลอรี่ โรงเรียนศิลปะ และอะไรแบบนี้เท่านั้น เราเล่นคอนเสิร์ต ฉายหนัง มีการแสดงศิลปะในเชิงโต้ตอบ และทำงานร่วมกับศิลปินคนอื่นๆ ร่วมงานกับโรงเรียนศิลปะและแกลลอรี่ เราบันทึกเสียงอัลบั้ม (We Are Here) กันเก้าวันในช่วงที่ไปเล่นสกี ซึ่งแตกต่างจากอะไรที่ผมเคยทำมาก่อนเป็นอย่างมาก แต่เราก็ไม่ได้หักโหมหรือกดดันในการทำเพลงกันเลย เราได้เล่นในโปรเจ็คต์ใหญ่ขึ้นที่สถานที่อันทรงเกียรติอย่าง Neue Nationale Gallerie ในเบอร์ลิน และมีเวิร์คช็อปกับนักเรียนศิลปะในเยอรมันนีและมอสโคว์
เล็กๆ น้อยๆ กับ Skyskraber
เพื่อนและผู้กำกับหนัง Rune Schjøtt พูดถึง Jonas Bjerre และ Skyskraber
Skyskraber โดยคร่าวๆ แล้วมีเรื่องราวอย่างไร?
- Skyskraber เป็นสุขนาฏกรรมมืด เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งถูกจองจำทางจิตใจโดยความแปลกประหลาดของพ่อ เขาอาศัยอยู่ในเมืองที่เล็กมากๆ ซึ่งเขาไม่สามารถออกไปได้ ที่ซึ่งทุกคนกล่าวหาว่าเขาเป็นตัวซวย ไม่เคยมีใครเห็นค่าของเขาเลย จนกระทั่งเด็กหญิงตาบอดแสนสวยคนหนึ่งมาขอให้เขาพรากพรหมจรรย์ของเธอ
ทำไมคุณถึงให้โยนัสมาเป็นคนทำเพลงประกอบ?
- ผมอยากให้หนังเรื่องนี้ได้บันทึกส่วนผสมของอารมณ์ขันและความเจ็บปวด ผสมความสดใสเข้ากับความมืดหม่น ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา มันยากมากๆ แต่ถ้าทำสำเร็จล่ะก็ มันจะวิเศษมากเลย และผมรู้ตั้งแต่แรกเลยว่าโยนัสจะสามารถทำได้ งานเพลงของเขาทั้งคลาสสิคฟังง่าย ต้องไตร่ตรองและซับซ้อนในเวลาเดียวกัน โยนัสเข้าใจว่าจะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาได้อย่างไร ในขณะเดียวกันก็ทำให้หัวใจได้หวั่นไหวไปด้วย และจากนั้นผมก็รู้สึกว่าธีมของเรื่องตรงกับตัวโยนัสและอาชีพเขา ตรงที่ชอบไขว่คว้าหาความมหัศจรรย์ โยนัสเองก็เป็นมีความเป็นตึกระฟ้าอยู่นิดๆ เหมือนกัน
ทำไมถึงเลือกนักแต่งเพลง แทนที่จะเลือกเพลงจากหลายๆ ที่เหมือนซาวด์แทร็คทั่วๆ ไป?
- ผมอยากจะให้เป็นเพื่อนคู่คิดจริงๆ เป็นผู้ที่ช่วยเล่าเรื่องราว และเพราะว่าโยนัสเข้าใจตรงกันว่าผมจะไปทางไหน และยังเข้าใจธีมของเรื่องด้วย ดังนั้นผมจึงอยากให้เขาทำ และต้องเป็นเขาเท่านั้น โยนัสไมใช่แค่โผล่มาในฉากแค่สองสามนาทีตรงนั้นทีตรงนี้ที เขามาอยู่เล่าเรื่องราวตลอด 90 นาทีเท่ากับความยาวของหนัง โยนัสเล่นเพลงในหนังมากพอๆ กับนักแสดงเลยทีเดียว
คุณจะอธิบายลักษณะเพื่อนร่วมงาน/ผู้ช่วยของคุณอย่างไร?
- สวรรค์รู้ดีว่าเราเป็นเพื่อนกันมาก่อน และแน่นอนว่าเรารู้จักกันมากกว่าที่เห็นในนามบัตร โยนัสรู้ดีว่าผมมีพื้นฐานทางดนตรี เขาจึงเคารพความเห็นของผมมากพอ มากกว่าที่ผมจะได้รับในฐานะผู้กำกับหนัง ในทางเดียวกัน ผมเองก็รู้ว่าเขาเป็นคนรักหนังตัวยง เขารู้ดีเรื่องการเล่าเรื่องด้วยภาพ และเขาก็มีเรื่องราวมากมายอยู่ในหัว พอเป็นอย่างนี้ผมก็เลยคิดว่านี่มันเป็นมากกว่าการร่วมงานกัน มากกว่าแค่ผมจ้างเขามาทำ
คุณได้รับอิทธิพลจากดนตรีหรือเปล่า?
- ใช่ครับ ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ โดยเบื้องต้นแล้วผมคิดไม่ถึงว่าโยนัสจะทำเพลงให้ ถ้าไม่ใช่เพื่อประกอบหนัง เขาตั้งใจไขปัญหางานให้ผมโดยไม่ได้คาดเดาถึงผลลัพธ์ด้วยซ้ำ และโชคดีที่ใครๆ ก็สามารถได้ยินถึงสิ่งนั้นในดนตรีของเขา
ดนตรีนั้นมีอิทธิพลต่อหนังหรือไม่?
- มีครับ มีมากด้วย ทั้งเทคนิคทั้งหมดในเรื่องที่จะให้มีดนตรีในช่วงว่างของหนัง และยังมากกว่าสกอร์หนังธรรมดาด้วย บ่อยครั้งที่ดนตรีจะเล่นคลอเบาๆ อยู่ในฉากขณะที่ตัวละครโต้ตอบกัน เราก็ได้เพลงในส่วนนี้เช่นกัน แต่ก็มีส่วนเล็กๆ ที่เพลงของโยนัสผลักดันตัวเองเข้ามาในหนังและสิ่งอื่นๆ จะต้องถอยกลับไปข้างหลังนิดหน่อย
โยนัสได้มีส่วนร่วมในบทหนัง/ตัวหนังหรือไม่?
- ทั้งทางตรงและทางอ้อมครับ อย่างที่บอกไปแล้วว่าเขามาพร้อมกับเพลงซึ่งเล่าเรื่องได้ดีกว่าที่บทหนังจะทำได้ ดังนั้นผมเลยเปลี่ยนบทให้สอดคล้องกับเพลง และโยนัสยังเป็นคนที่รับรู้ถึงความรู้สึกของผมตลอดเวลาที่ยาวนานที่สุดในการสร้างสรรค์งานภาพยนตร์ ตั้งแต่ผมเขียนโน้ตคร่าวๆ เกี่ยวกับเรื่อง จนถึงวันสุดท้ายที่เรามิกซ์เสียงและทำเพลงเสร็จสิ้น
คุณคิดอย่างไรกับผลที่ออกมา?
- ผมคิดว่ามันวิเศษมากจริงๆ ผมคิดว่ามันประสบความสำเร็จที่ทำออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา ผมโคตรภูมิใจเลยที่ดึงโยนัสเข้ามาทำได้ มันไม่ใช่แค่ซาวด์แทร็คที่เข้ากับหนังเท่านั้น และมันยังไม่ใช่แค่โคลนของ Mew ด้วย
Skyskraber ได้ไปร่วมงาน Berlin Film Festival ที่ Berlinalen ในโปรแกรม Generation 14Plus ได้รับรางวัล Juryen’s Special Price จาก Zlin Film Festival ที่สาธารณรัฐเช็ค และยังได้ไปงานประกวดหนังในไต้หวันและแอฟริกาใต้ ฉายรอบปฐมทัศน์ในเดนมาร์คเดือนกันยายนนี้
Jonas Bjerre
Songs And Music From The Movie Skysraper
(A:larm Music)
เสียงร้องที่ไพเราะฟังง่ายจาก Mr.Mew
ด้วยความที่เป็นเพื่อนซี้กับ Rune Schjøtt ผู้สร้างภาพยนตร์ Skyskraber ฟร้อนท์แมนของ Mew โยนัส เบียร์ จึงได้ทำงานเพลงที่ดีมากหนึ่งอัลบั้ม ซึ่งก็อย่างที่ชื่ออัลบั้มได้บอกไว้ เราจะได้ฟังหลายๆ เพลงและดนตรีประกอบสั้นๆ จากหนังเรื่องนี้ และคำถามตัวโตๆ ก็คือ มันเป็นอัลบั้มที่ดึงเอาความใสออกมาจากความมืดหม่นของหนังได้หรือไม่?
ใครๆ ก็ต้องตอบว่ามันทำได้ เพราะถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ฟังดูหวือหวาแล้ว มันยังไม่เปิดช่องว่างให้กับความน่าเบื่อ อย่างที่ซาวด์แทร็คหนังที่ไม่มีเอ็ฟเฟ็คต์ประกอบตรงนั้นตรงนี้มักจะมีแนวโน้มเป็นเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการเล่าเรื่องง่ายๆ ซึ่งเป็นการรวบรวมเพลงที่แข็งแกร่งภายนอก เพลิดเพลินและฟังได้ตลอดด้วยรายละเอียดดนตรีเล็กๆ น้อยๆ และไม่ใช่เพียงแค่เอาเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของเบียร์เป็นจุดศูนย์กลาง โดยเฉพาะเพลงซึ่งประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่ออย่าง Waste It, Until Tomorrow Finds You และ There’s A Cloud In My Brain ขณะเดียวกันก็ไม่อาจมองข้ามเพลงอย่าง Kids Don’t Fight ซึ่งสละสลวยเช่นเดียวกับงานของ Hal David และ Burt Bacharach ในเพลง What The World Need Now Is Love
แต่ละเพลงไม่มีปัญหาที่จะฟังเพียงอย่างเดียว ถึงแม้ว่ามันจะวิเศษที่ได้เห็นเพลงเหล่านี้ทำหน้าที่ของมันเวลาที่เล่นประกอบภาพในเดือนกันยายน ในฐานะผู้ฟังที่มีความเชื่อมั่นว่ายังมีข้อความสั้นๆ มากกว่านี้ ซึ่งจะซึมซาบผ่านลงในตัวผู้ฟังที่ได้ดูหนังร่วมกัน เพลงที่ไม่มีเสียงร้องฟังดูไพเราะมาก แต่บางเพลงสั้นเกินกว่าที่จะสร้างความประทับใจหรือก่อความหมายขึ้นในจิตใจ
เพลงใน Skyskraber สามารถฟังได้ทั้งกับแฟนเพลงทั้งหลายของ Mew และคนรักเสียงเพลงโดยทั่วไป และโยนัส เบียร์ก็ได้พิสูจน์ว่าเขามีความสามารถมากพอที่จะเป็นศิลปินเดี่ยว
Michael Jose Gonzalez
ที่มา: http://www.e-pages.dk/gaffa/2011-8/
ตอนนี้่อัลบั้มแรกของ Apparatjik เปิดให้สั่งจอง CD/DVD และดาวน์โหลดแล้วค่ะ ตามรหัส 01022010 ซึ่งก็คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปี 2010 นั่นเอง อัลบั้มนี้มีชื่อว่า 'We Are Here' ส่วนแทร็คลิสต์และอาร์ตเวิร์คก็ตามนี้เลยค่ะ
1. Deadbeat
2. Datascroller
3. Snow Crystals
4. Supersonic Sound
5. Arrow and Bow
6. In A Quiet Corner
7. Josie
8. Antlers
9. Electric Eye
10. Look Kids
11. Quiz Show
ในส่วนของ DVD ยังไม่รู้ว่าจะเป็นบันทึกการแสดงสดจาก CM.10 ใน Berlin หรือเป็นวีดีโอที่พวกเขาทำ หรือเบื้องหลังการทำอัลบั้ม ก็ยัังไม่มีใครทราบค่ะ ทิ้งไว้เป็นปริศนาให้แฟนๆ ล่ารหัสเล่นอีกแล้ว ^^ แต่ถ้าใครสนใจสั่งจองหรือสั่งซื้อก็เข้าไปที่ theoutland ได้นะคะ
แล้ววีดีโอตัวล่าสุด 'Antlers' ก็ออกมาให้ได้ชมได้ฟังกันแล้ว จริงๆ ตัวเพลงนี้ก็คือส่วนแรกของเพลง 'Electric Eye' ที่โยนัสร้องในเวอร์ชั่นเต็มนั่นเอง แต่ดูจากแทร็คลิสต์แล้ว เพลงนี้แยกออกมาจาก Electric Eye แฮะ ^^' วีดีโอตัวนี้มีสมาชิกทั้งสี่ครบ และมี Martin เป็นพระเอก (?) แต่เสียงร้องนำอันเป็นเอกลักษณ์คือ Jonas Bjerre แน่ๆ ค่ะ ^^
มีวีดีโอการแสดงสดครั้งแรกที่ CM.10 ใน Berlin เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2010 มาฝากค่ะ (วันเดียวกับวันแรกที่ให้ดาวน์โหลดนั่นแหละค่ะ ^^) ขึ้นชื่อว่า Apparatjik แล้ว การแสดงสดจะธรรมดาได้ยังไง พวกเขามาในกล่องกระจก ผู้ชมจะมองเห็นเพียงเงาของพวกเขาและอาร์ตเวิร์คที่ฉายลงไปเท่านั้น
SneHvide View my profile